เกี่ยวกับ มก. งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์
 

พระนามาภิไธยย่อ "สธ"

กับ กลุ่มอาคารสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามตามชื่อหน่วยงานว่ากลุ่มอาคาร “สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร” เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานพระนามาภิไธยย่อ “สธ” ในบุษบกมาลาเหนือสระน้ำใหญ่หน้ากลุ่มอาคารด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2538 และทรงเปิดอาคารสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตรในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2540



บุษบกมาลาประกอบด้วยฐานบุษบก ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาบุด้วยหินอ่อนสีขาว ส่วนล่างอยู่ใต้น้ำ ด้านข้างทั้งสองประดับด้วยช่อฟ้าขนาดใหญ่มีลักษะคล้ายเศียรนาค บุด้วยสแตนเลส สูงข้างละ 12 เมตร ส่วนบนสุดของเสาเป็นบุษบกมาลาประดิษฐานพระนาภิไธยย่อ "สธ" ซึ่งตัวอักษรเป็นแก้วเป่า มีกระจกปิดช่องบุษบกโดยรอบ บุษบกปิดทองประดับกระจก มีขนาดสูง 6 เมตร มองเห็นเด่นสง่าแต่ไกล นับเป็นบุษบกมาลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บุษบกมาลานี้ เป็นสัญญาลักษณ์แห่งความรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 


บุษบกมาลาประดิษฐานพระนามาภิไธยย่อ “สธ” ซึ่งตัวอักษรเป็นแก้วเป่ามีกระจกปิดช่องบุษบกโดยรอบ บุษบกปิดทองประดับกระจก มีขนาดสูงถึง 6 เมตร มองเห็นเด่นสง่าแต่ไกล นับเป็นบุษบกมาลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
 


ศาลาที่มีความกว้าง 2 เมตร และความยาว 54 เมตร ตั้งอยู่ด้านหลังของบุษบกมาลา เป็นศาลาที่อยู่ในสระน้ำ หลังคาเป็นกระเบื้องสีเขียวเพื่อทำให้กลมกลืนกับต้นไม้ที่ปลูกโดยรอบ
 


ซุ้มพญานาคตั้งอยู่หน้าทางเข้าโรงละครทั้งสองด้าน มีลักษณะโค้งตรงกลางประดับตราของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 


ตัวอาคารถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และแทรกเอกลักษณ์เฉพาะของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าไปด้วย ส่วนบนหลังคาโรงละครด้านข้าง ซึ่งมีช่องคูหาข้างละ 4 ช่อง ประดับภาพนูนต่ำรูปเทพเจ้าประจำธาตุทั้ง 4 ทรงเกวียนภาคต่างๆ (เหมือนกันทั้ง 2 ด้าน) กล่าวคือเทพแห่งดินทรงเกวียนภาคเหนือ เทพแห่งน้ำทรงเกวียนภาคใต้ เทพแห่งลมทรงเกวียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทพแห่งไฟทรงเกวียนภาคกลาง โดยที่ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความสำคัญต่อการเกษตรโดยตรง และเกวียนก็เป็นสัญลักษณ์ของการเกษตรด้วย
ด้านขวาของอาคารโรงละครมีห้องประทับ สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อพักพระราชอิริยาบถหรือพระอิริยาบถ
 

ที่ผนังใหญ่ ด้านหน้า ตรงทางเข้าอาคารโรงละครประดับด้วยไม้สัก แกะสลักเป็นรูปรวงข้าวเรียงกัน ยาว 16 เมตร สูงประมาณ 6-8 เมตรเมื่อคนเข้าไปในโรงละครรวงข้าวแกะสลักทั้งสองข้างจะเป็นเสมือน อ้อมแขนโอบคนเหล่านั้นไว้เป็นสัญลักษณ์ทางการเกษตรว่าข้าวให้ชีวิตคนและโอบอุ้มให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
 


ส่วนบนหลังคาโรงละครด้านข้างมีช่องคูหาข้างละ ๔ ช่อง ประดับภาพนูนต่ำรูปเทพเจ้าประจำธาตุทั้ง ๔ ทรงเกวียนภาคต่าง ๆ (เหมือนกันทั้ง ๒ ด้าน) กล่าวคือเทพแห่งดินทรงเกวียนภาคเหนือ เทพแห่งน้ำทรงเกวียนภาคใต้ เทพแห่งลมทรงเกวียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทพแห่งไฟทรงเวียนภาคกลาง สถาปนิกมีความคิดว่า ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความสำคัญต่อการเกษตรโดยตรงและเกวียนก็เป็นสัญลักษณ์ของการเกษตรด้วย
 


โรงละครกลางแจ้งตั้งอยู่หน้าโรงละคร มีเวทีสำหรับการแสดงที่เหมาะสมกับบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ประกอบด้วยห้องเตรียมตัวของผู้ที่จะมาแสดง ซึ่งจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน
 


ตัวอาคารมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องโถงใหญ่ จัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำการของงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์ และใช้จัดนิทรรศการด้วย โดยมีทางเดินเชื่อมต่อไปจนถึงโรงละคร และมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง "อุทยานข้าวไทย" ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า
 
 




งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

© 2016 --jameekorn.y@ku.th--